วันพฤหัสบดี, 18 กรกฎาคม 2567

ชาวปากพนัง 2 ตำบลเดินหน้าเรียกร้องสร้างเขื่อนกันคลื่นที่เหลือ 8 กม.-ก่อนลุยทวงคืนโฉนดทะเลรอบ 2

18 ก.ค. 2023
8897

(18 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้ (17 ก.ค.) ที่อาคารเอนกประสงค์วัดไทยมังคลาราม ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 โครงการศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทะเล ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก และ ต.แหลมตะลุมพุก -อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกเป็นประธานในขณะที่ประชาขนใน 2 ตำบลดังกล่าวของอำเภอปากพนังกว่า 300 คนเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและร่วมกันเสนอแนะแนวทางการดำเนินการอย่างพร้อมเพียง อย่างไรก็ตามก่อนการเข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั้ง 2 ตำบลได้รวมตัวกันชูป้ายเรียกร้องขอให้ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวของเร่งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกั้นคลื่นกัดเซาะใน 2 พื้นที่ประกอบด้วย ต.แหลมตะลุมพุก 3.7 กม. และ ต.ปากพนังฝั่งตะวนออกระยะทาง 4.3 กม. รวม 8 กม.ต่อเนื่องกัน นอกจากน็ยังชูป้ายคัดค้านการทำ EIA ในการก่อสร้างทั้ง 2 ตำบลอีกด้วย ซึ่งมีนายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 5 และเขต 9 และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐในระดับกรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเหตุการณ์การประชุมรับฟังความคิดเห็นด้วย

โดยหลังจากพิธีเปิดและตัวแทนกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการและบริษัทที่ปรึกษานำเสนอรายละเอียดความเป็นมาและเหตุผลความจำเป็นของโครงการ สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา การนำเสนอข้อมูลทางเลือกการป้องกันแนวชายฝั่ง รายละเอียดทางเลือกแต่ละทาง ข้อดี ข้อเสีย โดยระบุว่าในการประชุมครั้งนี้จะต้องสรุปรูปแบบแนวการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นเพื่อทางกรมโยธาธิการและฟังเมืองพร้อมบริษัทที่ปรึกษาจะนำไปศึกษาออกแบบก่อนนำกลับมาเสนอในการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 โดยชาวบ้านมีมติเห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นตามแบบ “แหลมตะลุมพุกโมเดล” เหมือนกับที่ก่อสร้างมาแล้วในจุดอื่น ๆ ใน ต.แหลมตะลุมพุก และตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก รวมทั้งตำบลอื่น ๆ ตลอดแนวชายฝั่ง ในขณะที่การนำเสนอลำดับขั้นตอนการดำเนินและระยะเวลาการดำเนินการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จจนถึงขั้นได้รับงบประมาณและเริ่มดำเนินการก่อสร้างเร็วที่สุดประมาณ พ.ศ. 2571 เพราะจะต้องผ่านการทำ EIA. ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ในขณะที่นายบุญโชค ขำปราง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยมีมายาวนาน 30-40 ปี โดยชาวบ้านเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เคยได้รับการแกไขปัญหาจนที่ดินของประชาชนถูกคลื่นซัดกัดเซาะกลายเป็นทะเลไปจำนวนมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ถือเอกสารสิทธิ์ที่ดินไว้ หรือนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงิน ทั้ง ๆ ที่พื้นที่จริง ๆ กลายเป็นทะเลไปหมดแล้ว จนกระทั้งปลายปี 2557 ถึง 2558 เกิดภัยพิบัติคลื่นยักษ์พัดถล่มกัดเซาะแนวชายฝั่งอย่างรุนแรง กลืนที่ดินและบ้านเรือนประชาชนหายไปในทะเล ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัย หลายครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว โดยมีสื่อมวลชนชนสังกัด น.ส.พ.เดลินิวส์ ลงมาเกาะติดสถานการณ์รายงานข่าวถึงความเดือดร้อนของประชาชนและเรียกให้รัฐบาล คสช.ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในพื้นที่ ต.แหลมตะลุมพุก และอีหลายจุดตลอดแนวชายฝั่ง อ.ปากพนัง พบว่ามีบางจุดที่ที่การก่อสร้างแนวคันกันคลื่น โดยใช้งบประมาณของ อบจ.และ ปภ.จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อสร้างแนวกันคลื่นแบบ “แหลมตะลุมพุกโมเดล” ได้รับผลกระทบน้อยกว่าในจุดที่ไม่มีแนวกันคลื่น หากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้ก่อสร้างแนวกันคลื่นแบบแหลมตะลุมพุกโมเดลตลอดแนวชายฝั่ง เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาคลื่นยักษ์พัดถล่มกัดเซาะแนวชายฝั่งอ่าวไทย ใน อ.ปากพนังได้อย่างถาวร จนกระทั้งมีการนำเข้า ครม.และอนุมัติงบประมาณก่อสร้างตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่ ต.แหลมตะลุมพุก -ต.ขนาบนาค รวม 6 ตำบล ระยะทางกว่า 22 กม. โดยให้กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบดำเนินการ

“การก่อสร้างในแนวชายฝั่งซึ่งเป็นที่ดินเอกสารสิทธิ์ของประชาชนและแบ่งการก่อสร้างออกเป็นช่วง ๆ จนแล้วเสร็จ แต่ในพื้นที่ ต.แหลมตะลุมพุกเหลือ 3.7 กม. และ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก เหลือ 4.7 กม. รวม 2 พื้นที่ต่อเนื่องกัน 8 กม. ทางกรมกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ้างว่าพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่ง 2 ตำบล 8 กม.ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนป่าชายเลน ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในช่วงมรสุมพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในขณะที่พื้นที่ที่มีการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นเสร็จแล้วไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย ตนจึงได้ทำหนังสือไปถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยืนยันว่าพื้นที่ 2 ตำบล 8 กม.ดังกล่าวไม่ได้เป็นที่ป่าชายเลนแต่อย่างใด โดยเป็นมีเอกสารสิทธิ์ของชาสวบ้านครอบครองมาตั้งแต่ปี 2506-2508 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพิ่งประกาศเมื่อปี 2543 ว่าพื้นที่ดังกล่าวป่าชายเลน ซึ่งเป็นการประกาศทับที่เอกสารสิทธิ์ของชาวบ้าน ในที่สุดได้มีการร่วมกับกรมที่ดินพิสูจน์ข้อเท็จจริงเริ่มจากพื้นที่ 4.3 กม.ของ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก พบว่าพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งเป็นที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้านจำนวน 33 แปลงไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าชายเลบนตามที่อ้างแต่อย่างใด ในขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยันสิทธิการครอบครองมที่ดินในพื้นที่ ต.แหลมตะลุมพุก 3.7 กม.ซึ่งในเบื้องต้นเป็นที่เอกสารสิทธิ์แบบเดียวกับใน ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก จนทางกรมโยธาธิการจึงเข้ามาดำเนินการศึกษาเพื่อก่อสร้างโครงการสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นกัดเซาะต่อจากโครงการเดิมดังกล่าว
“อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างที่ระบุว่าจะต้องดำเนินการทำ EIA ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา หากต้องผ่านการทำ EIA กว่าจะแล้วเสร็จเริ่มก่อสร้างอย่างเร็วที่สุดในปี พ.ศ. 2571 ชาวบ้านคงรอไม่ได้ โครงการนี้ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เท่ากับว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ปี ซึ่งพื้นที่แนวชายฝั่งบางจุดจะไม่เหลืออยู่แล้วเพราะในแต่ละปีคลื่นกัดเซาะหายไปอย่าวน้อย 1 เมตรเศษ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรัฐบาลประกาศยกเลิกการทำ EIA ในพื้นที่ 2 ตำบล 8 กม.” นายบุญโชคกล่าวยืนยัน

ทางด้านนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวว่า เมื่อกฎกหมายระบุว่าจะต้องทำ EIA ทั้ง ๆ ที่การก่อสร้างในจุดอื่น ๆ ตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาไม่ต้องทำ EIA โดยเมื่อมีงบประมาณดำเนินการได้เลย กฎหมายซึ่งเป็นกฎกระทรวงเพิ่งออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา แนวทางการปัญหาจึงมีหนทางเดียวที่จะดำเนินการได้คือการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน โดยตนพร้อมผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นรวมทั้งประชาชนใน 2 ตำบล อ ต.แหลมตะลุมพุก และ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก จะเดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งยกเลิกการทำ EIA ในโครงการนี้ในพื้นที่ 2 ตำบลรวม 8 กม.คาดว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ในเร็ว ๆนี้ ก่อนมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 เดือนสิงหาคม 2566
“หากการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นใน 2 ตำบลนี้แล้วเสร็จปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับคลื่นยักษ์พัดถล่มกัดเซาะแนวชายฝั่งก็จะหมดไป สิ่งมที่ตนและผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นและประชาชนจะขับเคลื่อนเรียกร้องกันต่อไปคือการ “ ทวงคืนโฉนดทะเล”รอบ 2 ที่โดนคลื่นกัดเซาะกลายเป็นทะเลเพราะชาวบ้านยังถือเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดินที่เป็นทะเลไปแล้ว หรือที่เรียกว่า “โฉนดทะเล”อยู่และคาดว่าเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวคันคลื่นกัดเซาะ โดยในระยะ 2-3 ปี คลื่นพัดเอาทรายกลับมาทับถมคืนที่ดินของชาวบ้านเหมือนกับจุดอื่น ๆ ที่ก่อสร้างเขื่อนหรือแนวกันคลื่นแล้วเสร็จไปก่อนหน้านี้ ส่วนจุดไหนที่ยังเป็นทะเลก็จะขออนุญาตกันพื้นที่เพื่อให้ประชาชนประกอบอาชีพเลี้ยงหอยแมลงภู่ หอยแครง หรือสัตว์น้ำ สร้างรายได้เสริมให้ประชานนในพื้นที่ต่อไป” นายไพโรจน์ กล่าวในที่สุด

ไพฑูรย์ อินทศิลา /นครศรีธรรมราช
16 ก.ค. 2566