วันพฤหัสบดี, 18 กรกฎาคม 2567

แตกตื่น “หลวงพ่อโต”พระประธาน 2 เศียรในโบสถ์วัดป่าตอ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช

03 ส.ค. 2023
2173

(3 ส.ค.) หลังจากการประกอบกิจกรรมเนื่องในวันเข้าพรรษา เมื่อคืนวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมาโดยชาวพุทธได้ร่วมกันแห่เทียนพรษาไปถวายวัดต่าง ๆ รวมทั้งวัดป่าตอ หมู่ 5 ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงพรบค่ำชาวบ้านใน ต.ท้ายสำเภา หลายร้อยคนได้ตั้งขบวนกลางชุมชนร่วมกันแห่เทียนพรรษาไปตามถนนมุ่งหน้าไปถวายวัดป่าตอ และวัดอื่น ๆ รวม 9 วัด หลังจากนั้นทางวัดได้มีการประกอบพิธี “สวดนพเคราะห์” และถวายผลไม้ 9 ชนิดให้ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่วัดที่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ทรงสร้างเป็นองค์จำลองไว้ เมื่อ พ.ศ. 2305 ก่อนเสียศรีอยุธยาครั้งที่ 2
สำหรับการสวดนพเคราะห์และถวายผลไม้มงคล 9 ชนิด โดยผลไม้ 9 ชนิดประกอบด้วย 1.ทับทิม เสริมครอบครัวให้กลมเกลียว สามัคคี 2.สาลี่ เสริมโชคลาภ วาสนา 3.แอปเปิ้ล เสริมสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย ไร้โรค 4.ส้ม เสริมความสุขสมหวัง สมปรารถนา 5.กล้วย เสริมความราบรื่นในชีวิต ขจัดอุปสรรค 6.แก้วมังกร เสริมความอุดมสมบูรณ์ ในชีวิต 7.องุ่นแดง เสริมความเจริญก้าวหน้าในการงาน 8.มะพร้าว เสริมดวงชะตาชีวิต ขจัดสิ่งไม่ดี ในชีวิต 9.ฟักเงิน (ขี้พร้า) ฟักทอง (น้ำเต้า) เสริมความร่ำรวยเงินทอง ความมั่งมี โดยมีพระปลัดอภิรักษ์ หรือ “ท่านน้อง” เจ้าอาวาสวัดป่าตอ เป็นประธานสงฆ์

ซึ่งการประกอบพิธี “สวดนพเคราะห์” และถวายผลไม้ 9 ชนิดให้ หลวงพ่อโต เป็นประเพณีหนึ่งเดียวที่เป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของวัดป่าตอ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทางวัดและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ได้ร่วมกันสืบสานต่อยอดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างจังหวัดจำนวนมากเดินทางมาร่วมกิจกรรมอันเป็นสิริมงคลต่อเนื่องจากวันเข้าพรรษาวันสำคัญทางพุทธศาสนา ภายในพิธีจะมีการให้เช่าและแจกเหรียญสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ซึ่งจัดสร้างขึ้นเป็นรุ่นแรก นอกจากนี้จะมีการนำวัตถุมงคง “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เบญจมงคล รุ่น ฉลองเลื่อนสมณศักดิ์ 5 ศตวรรษ มาร่วมในพิธีสมโภชและสวด นพเคราะห์ ก่อนถวายวัตถุมงคลหลวงปู่ทวดรุ่นนี้ให้กับทางวัดจำนวน 300 องค์ เพื่อนำปัจจัยมาใในการพัฒนาวัดป่าตอ ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม ต่อไป

อย่างไรก็ตามในการประกอบพิธีสวดนพเคราะห์และถวายผลไม้ 9 ชนิดภายในโบสถ์วัดป่าตอ ซึ่งมี“หลวงพ่อโต” เป็นพระประธาน นั้นสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่เพิ่งมาร่วมพิธีเป็นครั้งแรก เนื่องจากภายในโบสถ์ ตอ ซึ่งมี“หลวงพ่อโต” เป็นพระประธาน กลับมีเศียรหลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ปลายเสาปูนด้านขวามือ ขนาดเล็กกว่าและอยู่ต่ำกว่าเศียรหลวงพ่อโตองค์ประธานเล็กน้อย ซึ่งน่าจะเป็นโบสถ์ในทางพระพุทธศาสนาแห่งเดียวที่มีองค์พระประธานแยกเป็น 2 เศียรในลักษณะนี้

สำหรับวัดป่าตอ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และ“หลวงพ่อโต” วัดพนัญเชิงหรืออีกชื่อหนึ่งว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” ท่าน ว.วรรณพงษ์ (พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์)ได้เขียนเอาไว้ในเรื่อง สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงธนบุรี เกี่ยวพันอย่างไรกับเมืองนครศรีธรรมราช ระบุว่า“หลวงพ่อโต” วัดพนัญเชิง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” ประดิษฐาน ณ วัดพนัญเชิง ริมแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 20 เมตร สูง 19 เมตร สร้างด้วยปูนปั้นปางมารวิชัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อายุหลายร้อยปีที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้บูรณซ่อมแซมให้มีสภาพดีมาโดยตลอด
เมื่อปี พ.ศ. 2305 ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ได้ปรากฏเหตุ “หลวงพ่อโตมีน้ำพระเนตรไหลออกมา จากพระเนตรทั้งสองข้างเป็นที่อัศจรรย์” ครานั้น “พระภิกษุศรี” เห็นเหตุประหลาดเช่นนี้ เชื่อว่าจะเกิดเหตุร้ายแก่กรุงศรีอยุธยาอีกไม่นาน พระภิกษุศรีจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายหลังท่านก็คือ “สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)” ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราช 2 แผ่นดิน คือ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
โดยในครั้งที่พระภิกษุศรีได้เดินทางทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา กระทั่งถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วลัดเลาะแม่น้ำทางเรือผ่านคลองเสาธง มุ่งมายังบ้านเกิด ท่านได้มาสร้าง “วัดป่าตอ” จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ.2305 เมื่อพระภิกษุศรีมาพำนักจำพรรษา ณ วัดป่าตอ แห่งนี้ท่านรำลึกถึง “หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง” จึงได้สร้าง “หลวงพ่อโต” ขึ้นที่วัดป่าตอ ด้วยปูนเพชร เหมือนในสมัยโบราณ ที่สร้างเจดีย์พระบรมธาตุฯ เมืองนครศรีธรรมราช และเปลือกหอยนำมาตำเป็นผง ในสมัยโบราณมักจะนำยางไม้ น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วยน้ำว้า นำมาผสมด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งผูกพันธสีมาทำจากปูนเปลือกหอย เป็นเขตพุทธาวาส เสร็จแล้วจึงได้ประดับอุณาโลมด้วย “นิล” สีดำเม็ดโตขนาดเท่าลูกหมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก ( 2.5 เมตร) เฉพาะองค์พระสูง 6 ศอก ( 3 เมตร)

ในช่วงแรกพระสังฆราชศรีสร้าง “หลวงพ่อโต” ไว้กลางแจ้ง ภายหลังชาวบ้านทำหลังคาชั่วคราวคลุมไว้ เมื่อหลังคาชั่วคราวพังลง ทำให้เศียร “หลวงพ่อโต” แตกหัก อุณาโลมสูญหายไป จึงปรากฏการซ่อมแซมเศียรพระขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่เศียรที่ทำมาใหม่ในครั้งที่สองไม่สามารถนำมาเชื่อมต่อกับองค์กระได้ จนเมื่อกรมศิลปากรมาตรวจสอบซ่อมแซมปรากฏว่าไม่สามารถซ่อมแซมและนำเศียรดังกล่าวมาประสานเชื่อมต่อกับองค์พระได้ ทางช่างกรมกรมศิลปากรจึงได้ทำเศียรพระขึ้นมาเป็นเศียรที่สามประดิษฐานติดกับองค์พระ แลพะต่อมามีการสร้างโบสถ์ครอบองค์พระหลวงพ่อโต แต่ด้วยความศรัทธาชาวบ้านจึงสร้างเสาขึ้นมาในโบสถ์แล้วนำ “เศียรที่สอง” ประดิษฐานไว้บนยอดเสานำเสายอดเศียรหลวงพ่อโต มาประดิษฐานไว้ได้ทางขวามือของหลวงพ่อโต เป็นอนุสรณ์ประวัติศาสตร์ที่ยังคงปรากฏถึงทุกวันนี้
ครั้นในปี พ.ศ. 2312 พระเจ้าตากสินทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอาณาจักรธนบุรี ครานั้นเมืองนครศรีธรรมราชและหัวเมืองปักษ์ใต้เป็นดินแดนหนึ่งในอาณาจักรธนบุรีแล้ว คราพระเจ้าตากสินเสร็จศึกเมืองนครศรีธรรมราช ทรงยั้งทัพอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ในช่วงเดือน 12 (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2312 ในช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูลมมรสุม หากเดินทางกลับกรุงธนบุรี เรือจะเกิดอันตราย พระองค์พำนักที่นี่ประมาณ 3 เดือนเศษ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2313 นี่เองที่ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทางรำลึกถึง “พระภิกษุศรี” ด้วยเป็นพระอาจารย์ที่เคยสอนท่านตั้งแต่เมื่อคราเป็นสามเณร ณ วัดสามวิหาร กรุงศรีอยุธยา ทราบแต่เพียงว่า “พระภิกษุศรี” เดินทางกลับบ้านเกิด ณ เมืองนครศรีธรรมราช ก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้เจอท่าน พระเจ้าตากสินจึงเสด็จมานมัสการพระภิกษุศรี ได้สนทนาธรรม และพระภิกษุศรีได้อ่าน “พระไตรปิฎกอักษรขอมบาลีใต้” อักษรสมัยโบราณของเมืองนครศรีธรรมราช ให้พระองค์ได้ฟัง พระเจ้าตากสินจึงได้อาราธนานิมนต์พระภิกษุศรี ให้ไปช่วยกันแปลพระไตรปิฎกอักษรขอมบาลีใต้และคัดลอกเป็นภาษาไทย โดยยืมพระไตรปิฎก จาก วัดหอไตร อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันกลายเป็นวัดร้างไปแล้ว)
เมื่อไปถึงกรุงธนบุรี จึงได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกในกรุงธนบุรี ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (ดี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในสมัยกรุงธนบุรี สถิต ณ วัดอมรินทรารามวรวิหาร กรุงเทพฯ สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2319 สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 2 แห่งกรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2319 เป็นต้นมา ครั้นถึง พ.ศ. 2324 สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ได้ถูกถอดจากตำแหน่งเนื่องจากได้ถวายวิสัชนาร่วมกับ พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์) เรื่องพระสงฆ์ปุถุชนไม่ควรไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นอริยบุคคล ดังความว่า
“ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานั้นก็บ่มิควร”

ซึ่งข้อวิสัชนาดังกล่าวนี้ไม่ต้องพระทัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์จึงให้ถอดเสียจากตำแหน่งพระสังฆราช แล้วทรงตั้งพระโพธิวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 3 แห่งกรุงธนบุรี
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2325 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คืนสู่สมณฐานันดรศักดิ์ “สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)” เป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรก โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระอนุชาธิราชร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตรัสสรรเสริญว่าศักดิ์ “สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)” ว่าท่านซื่อสัตย์มั่นคงที่จะรักษาพระศาสนาโดยไม่อาลัยชีวิต ควรเป็นที่นับถือ ต่อไปหากมีข้อสงสัยใดในพระบาลี ก็ให้ถือตามถ้อยคำพระองค์ท่าน“สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)” กระทั่งเมื่อเดือน 5 ปีขาล จ.ศ. 1156 ( เดือนเมษายน พ.ศ. 2337 ) สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) อาพาธถึงแก่มรณภาพ น่าจะมีชันษาไม่น้อยกว่า 80 ปี
ในทุกวันนี้ ชาวเมืองนครศรีธรรมราช ยังคงรำลึกถึง สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) จึงมักจะไปกราบสักการะ “หลวงพ่อโต” ที่ปัจจุบัน อายุ 261 กว่าปีมาแล้ว ณ วัดป่าตอ หมู่ 5 ตำบลท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ชาวบานเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ขอได้ไหว้รับเป็นที่พึ่งและยึดเหนี่ยวจิตใจ ศูนย์รวมใจของชาวพุทธทั้งในและต่างจังหวัดมาจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญทุกท่านไปพิสูจน์ความจริงด้วยตัวท่านเอง

ไพฑูรย์ อินทศิลา / นครศรีธรรมราช
3 ส.ค. 2566