วันพฤหัสบดี, 18 กรกฎาคม 2567

สาวพิการเมืองคอนประกาศสู้ถวายชีวิตไม่ยอมออกจากบ้านหลังถูกบังคับคดีขับไล่

25 ก.ย. 2023
1934

(25 ก.ย.) น.ส.ปนัดดา เนาแสง หรือ“น้องนัท” อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 2 ต.หนองหงส์ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สาวพิการ มือ เท้ากุด เนื่องจากพลักตกผาถ่านมาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายไพฑูรย์ อินทศิลา อุปนายกและประธานศูนย์ข่าวสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ต้อนรับและรับเรื่อง
น.ส.ปนัดดา เนาแสง หรือ“น้องนัท ” เล่าเรื่องราวชะตากรรมชีวิตตนเองและครอบครัวว่า “ตนประสบอุบัติเหตุพลัดในหลุมเผาถ่านเมื่ออายุ 2 ขวบ จนกลายเป็นคนพิการมือเท้ากุก หยิงงอ มีแผลเต็มตามร่างกายหลายแห่ง แต่ไม่ย่อท้อสู้ชีวิตจนเรียนจบ ป.ตรี ปัจจุบันทำงานเปนเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุระการของ รพ.ใหญ่ของเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.ท่งสง และมีครอบครัวมีบุตร 2 คน โดยอาศัยอยู่กับแม่ สามี ลูก 1 คนและน้องอีก 1 คนในบ้านหลังเดียวกันรวม 5 ชีวิต โดยบ้านปลูกอยู่ในที่ดินกว้างประมาณ 5 ไร่เศษ ซึ่งเป็นบ้านและที่ดินที่แป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาญาติ ๆได้นำบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าวไปค้ำประกันเงินกู้ธนาคารเพื่อลงทุนธุรกิจ แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ จึงค้างจ่ายหนี้ธนาคาร ในที่สุดจนถูกขายทอดตลาด ทางญาติ ๆ ได้ไปยื่นเรื่องคัดค้านการขายทอดตลาด แต่ศาลยกคำร้องจนเขาสู่กระบวนการขายทอดตลาด โดยที่ทางญาติและครอบครัวไม่รู้เรื่องและไม่ได้รับแจ้งใด ๆ เลย
ล่าสุดผู้ซื้อรองศาลให้บังคับคดีและศาลได้มีคำสั่งขับไล่ให้ญาติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และบริวารออกจากพื้นที่ จนทางบังคับคดีมีเอกสารประกาศบังคับคดีแจ้งให้จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 พร้อมบริเวณออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน และหากใครไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสองให้ยื่นคอร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน บับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกำหนดครบ 15 วันในวันที่ 2 ต.ค. 2566

ซึ่งในข้อเท็จจริง ตนและครอบครัว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว แต่คุณยาย และตนพร้อมสามี รวมทั้งลูกและน้องสาว รวม 6 ชีวิตอาศัยอยู่ในบ้านและทำมาหากินในที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยตลอด โดยบ้านและที่ดินเป็นของคุณยาย ซึ่งจะเป็นมรดกอันชอบธรรมของคุณแม่เพราะพี่น้องของคุณแม่แยกไปมีครอบครัวและได้ส่วนแบ่งมรดกไปหมดแล้ว เพียงแต่ญาติคนดังกล่าวมาขอให้คุณยายเซ็นโอนบ้านและที่ดินแปลงนี้ให้เพื่อนำไปยื่นค้ำประกันเงินกู้เท่านั้นและยืนยันว่าจะไถ่ถอนคืนให้คุณยายภายหลัง และตนน่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการรับมรดกบ้านและที่ดินต่อจากคุณแม่ จึงจำเป็นต้องออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องและรักษาบ้านและที่ดินเอาไว้ เพื่อที่ตนและครอบครัวจะได้มีอยู่อาศัยและทำกิน อย่างไรก็ตามคุณยายได้เสียชีวิตไปเมื่อปี 2564 ตอนนี้จึงเหลือคนที่อาศัยอยู่รวมกันในบ้านและที่ดินแปลงนี้รวม 5 คน
น.ส.ปนัดดา หรือ “น้องนัท” กล่าวอย่างน่าสงสารว่า เงินตนพร้อมดอกเบี้ย 395,453 บาท ปรพะกาศขายทอดตลาดราคากลาง 1.58 ล้าน ขายจริง 1,390,000 บาท หากถูกบังคับคดีไล่ออกจากบ้านและที่ดินตนและครอบครัวก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของตนและครอบครัวจริง ๆ ตนและครอบครัวไม่มีทางไปแล้วจริง แม้ตนจะพิการแต่จะขอต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกร้องสิทธิ์จนถึงที่สุดแม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจหรือชีวิตก็ตาม ตนอยากวิงวอนขอร้องคนที่ซื้อบ้านและที่ดินแปลงนี้เมตตาขายบ้านและที่ดินคืนให้ตนและครอบครัวในราคาที่ตนสามารถวิ่งเต้นหาเงินมาซื้อได้ ราคาไม่แพงจนเกิดไป คิดว่าสงสารตนและครอบครัว 5 ชีวิตด้วยเถิด

“ตนสงสัยว่าทำไมศาลยกคำร้องการยื่นคัดค้านการขายทอดตลาดบ้านและที่ดิน และในกระบวนการขายทอดตลาดเจ้าของที่ดินและผู้เกี่ยวข้องน่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์ลำดับแรก เมื่อเรื่องผ่านมาจนถึงบัดนี้ทางบังคับคดีได้ปิดประกาศเพื่อบังคับคดีขับไล่ผู้ที่อยู่ในบ้านและที่ดิน ตนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งผู้ใดที่ผ่านมาพยายามว่าจ้างทนายความให้ช่วยในกระบวนการตามกฎหกมายเสียเงินไปจำนวนมาก แต่ไม่มีผลใด ๆ ล่าสุดตนยอมถ่อสังขารเดินไปร้องทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับเรื่องแจ้งให้ตนกลับมาร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุ่งสงแทน ซึ่งตนก็ปฏิบัติตามแต่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือทันเวลา จึงตัดสินใจมาร้องเรียนกับสมาคมสื่อมวลชนซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย” น.ส.ปนัดดา หรือน้องณัฐ กล่าวอย่างน่าสงสาร

ไพฑูรย์ อินทศิลา/นครศรีธรรมราช
25 ก.ย. 2566