วันอังคาร, 23 กรกฎาคม 2567

ลูกหนี้สาวเมืองคอนโวยถามนายกฯ เศรษฐา ปลัดอำเภอไกล่เกลี่ยหนี้ฯดอกเบี้ย 1,800 – ชี้แค่ให้ จนท.มาบีบคั้นทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เท่านั้น

 

จากกรณีรัฐบาลประกาศให้นโยบายการแก้ไขหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติและเปิดให้ลูกหนี้ลงทะเบียน ฯอย่างต่อเนื่อง สำหรับในส่วนของยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบครบ 45 วัน มูลหนี้ 8,189 ล้านบาท ประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 1.27 แสนราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 3,193 ราย มูลหนี้ลดลงกว่า 335 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดหกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายเปิดตลาดนัดแก้หนี้ทั่วประเทศ พร้อมสั่งการทุกจังหวัด จัดตลาดนัดแก้หนี้เพิ่มเติมอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง
(17 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีการลงทะเบียนลูกหนี้และยอดหนี้สูงเป็นผลดับ 2 ของประเทศ และมีการนัดเจ้าหนี้ ลูกหนี้มาเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จไปแล้วบางส่วน ล่าสุดในหลายอำเภอที่มีการนัดเจรจาไกลเกลี่ยได้ร้องเรียนสื่อมวลชนว่าการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้มีวิธีการ หลักเกณฑ์ในการไกล่เกลี่ยที่ชัดเจนอย่างไร เพราะลูกหนี้หลายรายเมื่อเข้าสู่การไกล่เกลี่ยของเจ้าหน้าที่รัฐ มักจะถูกกดดัน บีบคั้นจากเจ้าหนี้และเจ้าหน้าที่ จนต้องยินยอมตกลงจ่ายหนี้ตามที่เจ้าหนี้ต้องการ เจ้าหน้าที่รัฐเปรียบเสมือนพนักงานหรือคนของเจ้าหนี้ที่มีหน้าที่ทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เท่านั้น
นางเพชร คณะกรรมการชุมชนเทศบาลเมืองปผากพำนัง และ อสม.อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นลูกหนี้รายหนึ่งในอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราชเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ไกล่เกลี่ย ฯ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อปรึกษาและสอบถามกรณีที่เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาปลัดอำเภอได้เชิญตนและเจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยหนี้และตนในฐานะลูกหนี้ถูกข่มขู่ กดดัน จนต้องยอมเซ็นชื่อในสัญญาประนีประนอมหนี้โดยไม่เต็มใจ เพราะการไกล่เกลี่ยเป็นการดำเนินการตามความต้องการของเจ้าหนี้ ไม่เป็นไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยหลังการไกล่เกลี่ยปลัดอำเภอที่อยู่กับเจ้าหนี้ได้ได้โทรศัพท์มาข่มขู่ตนและขอให้ตนไปถอนแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ตนแจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.บ.เงินกู้เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด , พ.ร.บ.ทวงหนี้ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ตนไม่ยอมถอนแจ้งความแน่ และเกดินทางขอยกเลิกการไกล่เกลี่ยไกล่ดังกล่าว และขอให้ไกล่เกลี่ยใหม่โดยให้นายกิตติพงษ์ รองเดช นายอำเภอเป็นผู้ไกล่เกลี่ย หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาลและที่นายกรัฐมนตรีกำหนด ตนจะเดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และอาจจะถึงนายกรัฐมนตรี ตนขอต่อสู้ในเรื่องนี้จนถึงที่สุด

 

 

เจ้าหน้าที่ในศูนย์รับลงทะเบียนและไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ อ.ปากพนัง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้ทุกคน ในกรณีนี้จะเสนอนายอำเภอเพื่อให้เชิญเจ้าหน้า ลูกหนี้มาไกล่เกลี่ยใหม่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขอเอกสารการกู้เงิน และหลักฐานสลิปการโอนเงินใช้หนี้ ซึ่งพบว่ามีการระบุว่าคิดดอกเบี้ย 50 บาทต่อเงินต้น 1,000 เท่ากับร้อยละ 5/วัน ร้อยละ 150 /เดือน รวมดอกเบี้ย 1,800 /ต่อปี ซึ่งเงินต้น 47,000 บาท ได้มีการจ่ายดอกเบี้ยผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 80,530 บาท และผ่านทางธนาคารกรุงไทย จำนวน 77,900 บาท รวมจ่ายไปแล้วเกือบ 158,430 บาท มีสลิปการโอนเงินชัดเจนทุกครั้ง โดยยอดหนี้ยังเท่าเดิม 47,000 จนในที่สุดตนไม่สามารถหาดอกเบี้ยมาจ่ายต่อไปได้ จึงขอให้กำนันในพื้นที่ช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ขอหยุดดอกเบี้ยและผ่อนเงินต้น โดยมีข้อตกลงกันว่า เงินต้น 47,000 บาท โดยให้เจ้าหน้าหักค่าแชร์ที่เจ้าหนี้เป็นท้าวแชร์ไป 20,000 บาท ที่เหลืออีก 27,000 บาทตกลงจ่าย 2 งวด ๆ แรกจ่ายสิ้นเดือน ม.ค. 13,500 บาทและงวดที่ 2 จ่ายสิ้นเดือน ก.พ. อีก 13,500 บาท แต่หลังจากที่ตกลงกันแล้วปรากฏว่าเจ้าหนี้มาโพสต์ประจานดุด่า ข่มขู่คุกคามตนอย่างหนัก จนตนเกิดความหวาดกลัวร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน และเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ พร้อมลงทะเบียนลูกหนี้ที่อำเภอปากพนัง ต่อมานายอำเภอได้นัดเจ้าหนี้และตนไปเจรจาเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2567 โดยมีปลัดอำเภอท่านหนึ่งเป็นคนเจรจาไกล่เกลี่ย ตนยืนยันกับปลัดอำเภอท่านดังกล่าวว่า ในการไกล่เกลี่ยขอให้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ปลัดอำเภอไม่ได้สอบสวนเรื่องราวอะไรเลยแค่ถามว่ายอดหนี้เท่าไหร่ ตนบอกว่า 47,000 บาท โดยให้เจ้าหนี้หักค่าแชร์ที่เจ้าหนี้เป็นท้าวแชร์ไป 20,000 บาท ที่เหลืออีก 27,000 บาท และกำนันไดเจรจรตกลงกันให้ผ่อนจ่ายจ่าย 2 งวด ๆ แรกจ่ายสิ้นเดือน ม.ค. 13,500 บาทและงวดที่ 2 จ่ายสิ้นเดือน ก.พ. อีก 13,500 บาท
“ปลัดอำเภอบอกว่าให้เรื่องมันจบ ๆ ถ้าไปถึงศาลตนก็จะมีความผิดไปด้วย เพราะยืมเงินเขาไปปล่อยเงินกู้นอกระบบเช่นกัน ในที่สุดตนถูกบีบคั้นกดดันไม่ไหวจึงขอแบ่งผ่อนจ่ายยอด 27,000 บาท ออกเป็น 4 งวด แต่เจ้าหนี้ไม่ยอมขอให้ตนผ่อนจ่าย 2 งวดเหมือนตอนที่กำนันเคลียร์ให้ ในที่สุดทางปลัดอำเภอจึงตัดบทสรุปว่าขอให้จ่ายเป็น 3 งวด ๆ ละ 9,000 บาท เจ้าหนี้ก็ตกลงและมีการพิมพ์เอกสารกำกับผลการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยตนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ต้องยอมเซ็นในเอกสารอย่างไม่เต็มใจ ตนอยากทราบว่าการที่ปลัดอำเภอช่วยไกล่เกลี่ยจากที่ต้องจ่าย 4 งวดเหลือ 3 งวดถือเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้หรือไม่ เพราะยอดหนี้ไม่ลดลงแม้แต่บาทเดียวและกรณีแบบนี้ถือเป็นผลงานของทางราชการแล้วใช่หรือไม่”

 

 

ลูกหนี้รายดังกล่าว ระบุว่า ตนมาตรวจสอบดูหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกำหนด พบว่าการไกล่เกลี่ยของปลัดอำเภอไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี เพราะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เน้นย้ำในที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 ซึ่งมีผู้ว่า ฯ นายอำเภอ ผู้บังคับการ, ผู้กำกับการตำรวจทั่วประเทศ กว่า 2,000 คนร่วมประชุม ท่านนายก ฯกล่าวในที่ประชุมและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนชัดเจนว่า “หลักเกณฑ์การไกล่เกลี่ยให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 15 % ต่อปี ซึ่งต้องดูว่าตั้งแต่เป็นหนี้จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ หากจ่ายเกินไปแล้วก็ต้องยกเลิกต่อกัน และยืนยันว่ามาตรการที่จะดำเนินการนี้ไม่เหมือนในอดีต เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานแบบบูรณาการ แต่ครั้งนี้จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น สำหรับฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง จะต้องมีเจ้าหนี้มาเจรจาและจะมีกระทรวงการคลังเข้ามาด้วย ซึ่งขออย่าลืมว่าก็ยังมีการแก้ไขหนี้ในระบบอีกด้วย ที่จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ทำให้การกลับมาเป็นหนี้ยากยิ่งขึ้น ซึ่งลูกหนี้นอกระบบคือ “ทาสยุคใหม่” ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพล ที่อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้ามาลงทะเบียนเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการอยู่แล้วว่าเราไม่ยอมรับ ผู้มีอิทธิพลนอกระบบ หรือมาเฟีย ก็ต้องบริหารจัดการไป บ้านเมืองมีกฎหมาย อัตราดอกเบี้ยที่คิดไว้ก็ต้องชัดเจน จึงต้องเรียกมาคุยทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ทั้งฝ่ายปกครองและความมั่นคง รัฐบาลจะทำให้ทาสยุคใหม่หมดไปจากประเทศนี้ ” นายกกล่าวยันยันแบบนี้ แต่ปลัดอำเภอคนกลางไกล่เกลี่ยไม่ได้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแม้แต่น้อย
หากเจ้าหนี้ที่รัฐซึ่งเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยทำแบบนี้นโยบายแก้หนี้นอกระบบของรัฐบาล ที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับลูกหนี้เลย ยอดหนี้ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย นโยบายของรัฐบาลจะไม่ได้ผล ที่สำคัญลูกหนี้จะสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายเพิ่มมากขึ้น นี่คือสาเหตุหลักที่ลูกหนี้ไม่กล้ามาลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบกับทางราชการ เพราะนโยบายนี้แค่การเปลี่ยนพนักงานหรือคนทวงหนี้จากเจ้าหนี้หรือคนของเจ้าหนี้มาให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอหรือเจ้าหน้าที่รัฐมาทำหน้าที่ทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เท่านั้น แบบนี้ผลประโยชน์จะเกิดกับเจ้าหนี้เต็ม ๆ ซึ่งตนสอบถามพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ลงทะเบียนและเข้าสู่กระบวนการไหล่เกลี่ยก็มีผลลับไม่แตกต่างกัน จึงขอแจ้งผ่านทางสื่อมวลชนให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลังทราบเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่เป็นลูกหนี้อย่างแท้จริงต่อไป ลูกหนี้รายเดิมกล่าวยืนยัน

 

ไพฑูรย์ อินทศิลา /นครศรีธรรมราช
17 ม.ค. 2567