วันจันทร์, 15 กรกฎาคม 2567

แฉก่อน “จ่าอาร์ม” ตำรวจคลั่งแทงสองสาวสูงวัยตาย 1 สาหัส 1 – ก่อเหตุไล่แทงชาวบ้านมาก่อนถึง 3 รายแต่หนีตายรอดหวิด

 

จากกรณีที่ผู้หญิงสูงวัย 2 คนประกอบด้วย น.ส.วิจิตรา รักขนาม อายุ 51 ปี เสียชีวิต และ น.ส.ประภา แย้มเยื้อน อายุ 69 ปี ขับผ่านมาหน้าศูนย์ กศน. และหน้า สภ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช และถูก ส.ต.อ.ชวนิล จินดามณีมาศ หรือ “จ่าอาร์ม” ตำรวจ สภ.ชะอวด ที่เมาคลุ้มคลั่งวิ่งลงมาจากแฟลตตำรวจ มือถือมืดปลายแหลมตรงเข้าไปถีบรถ จยย.ของผู้หญิงสูงวัยจนล้มลงก่อนจะใช้มีดกะซวกแทงทั้งสองคนอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ จนลำคอทะลุเสียชีวิตคาที่ 1 คน อีกคนอาการสาหัส ถูกนำส่ง รพ.ชะอวด และส่งต่อไปยัง รพ.มหาราช ส่วนตำรวจฆาตกรเหี้ยมถูกตำรวจในโรงพักช่วยกันจับกุมเอาได้ เหตุเกิดเมื่อค่ำวันนี้ (24ก.พ.)เวลาประมาณ 18.40 น.
(27 ก.พ.) ประชาชนที่ขายของอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ ได้ส่งภาพจำนวน 3 ภาพ ในสถานที่เกิดเหตุริมถนนติดกับแฟลตตำรวจ โดยภาพแรก ได้ทำศรชี้กำกับให้เห็นว่าจุดที่ “จ่าอาร์ม” ก่อเหตุกับบันได้ทางขึ้นแฟลตตำรวจฆาตกรโฉดอยู่ใกลกันและพื้นที่เป็นเนื้อเดียวกัน ภาพที่ 2 มีการทำวงกลมที่แดง ระบุว่าเป็นร้านขายของ 20 บาทที่มีกล้องและมองเห็นมาถึงจุดเหตุเกิด และภาพถนนจุดที่เกิดเหตุ มองเห็นแฟลตตำรวจอย่างชัดเจน และระบุว่าส่วนด้านซ้ายคนละฝั่งถนนกับที่เกิดเหตุ ระยะห่างกันแค่ 20 เมตร มีตำรวจพึ่งบรรจุใหม่มาเปิดร้านขายน้ำขายกาแฟ มีกล้องวงจรปิดน่าจะจับภาพเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่มีตำรวจระดับบิ๊กนายหนึ่ง มีคำสั่งให้ตำรวจสายตรวจและตำรวจประจำป้อมยามใกล้จุดที่เกิดเหตุและรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ ให้ไปตรวจเช็คและลบหรือทำลายและตรงสามแยกใกล้กันมีกล้องเทศบาลชะอวดอยู่ ตามปกติกล้องเทศบาลจะมีอยู่สามสามแยก สี่แยกทุกแห่งทั่วทั้งเทศบาลชะอวด ตามปกติสามารถตรวจสอบได้ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์เทศบาล ฯ และน่าจะเห็นภาพเหตุการณ์อย่างชัดเจน แต่คาดว่าทุกแห่ง ทุกจุดถูกบิ๊กตำรวจสั่งให้ลบหรือทำลายหมดแล้วก็ได้
โดย เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สมพร นิติภักดิ์ ผกก. สภ.ชะอวด ได้เปิดเผยว่าในวันเกิดเหตุ จ่าอาร์ม ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวไปประสบอุบัติเหตุตกหลุม จากนั้นได้เรียกรถยกให้มาช่วยยก และขณะรถยกกำลังดำเนินการ “จ่าอาร์ม” ก็ได้โทรศัพท์ไปหาแม่และมีปากเสียงกันกับแม่ทางโทรศัพท์ คนขับรถยกก็ปลอบใจว่าอย่าไปทะเลาะกับแม่เลย แต่ปรากฏว่าจ่าอาร์ม ไม่พอใจ และจะใช้มีดแทงคนขับรถยก แต่คนขับรถยกวิ่งหนีตายได้ทัน และจ่าอาร์ม ก็ไม่ได้ไปไหนคงวนเวียนอยู่ริมถนนและประตูทางขึ้นแฟลตตำรวจที่อยู่ริมถนนห่างออกไป 20-30 เมตร

โดยก่อนเกิดเหตุ หลังจาก“จ่าอาร์ม” พยายามจะใช้มีดแทงลำคอคนขับรถยกที่พูดเตือนจ่าอาร์มเรื่องที่โทรศัพท์มีปากเสียงทะเลาะกับแม่ โดยคนขับรถยก ได้วิ่งหนีตายไปได้อย่างหวุดหวิด โดยออกไปก่อเหตุถีบรถ จยย.และแทงปักคอ น.ส.วิจิตรา รักขนาม อายุ 51 ปี และ น.ส.ประภา แย้มเยื้อน สองผู้หญิงสูงวัยอย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย นั้น ทราบว่า “จ่าอาร์ม” มีอาการคลุมคลั่งพยายามก่อเหตุใช้มีดไบ่แทงคนอื่น ๆ มาแล้ว 2-3 ราย รายแรกเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งขับรถ จยย.ไปซื้อน้ำมันขวดที่ขายที่ร้านของของชำใกล้ร้าน 20 บาท ได้ถูก “จ่าอาร์ม” ควงมีดไล่แทงจนวิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุน ทิ้งรถ จยย.และขวดน้ำมันไว้ที่ร้านขายของชำ รอดตายหวุดหวิด หลังจากนั้นไม่กี่นาทีลูกสาวของโนราห์เสน่ห์น้อย ดาวรุ่ง กับรถ จยย.ขับจากเยี่ยมโนราห์เสน่ห์ โดยมีลูกชายนั่งซ้อนท้ายผ่านหน้าแฟลตตำรวจจุดเดียวกัน และถูก “จ่าอาร์ม” ถือมีดปลายแหลมวิ่งออกมาถีบรถ จยย.ลูกโนราห์เสน่ห์ แต่ลูกสาวโนราห์เสน่ห์เห็นท่าไม่ดีเร่งเครื่องรถ จยย.หลบหนี จ่าอาร์มจึงถีบไปถูกลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายข้างหลัง และลูกสาวโนราห์เสน่ห์สามารถบึงรถ จยย.หลบหนีตายรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเช่นกัน หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาทีน.ส.วิจิตรา รักขนาม และ น.ส.ประภา แย้มเยื้อน ผู้ตายและบาดเจ็บ ซึ่งขับรถตามหลังลูกสาวโนราห์เสน่ห์มาถึงที่เกิดเหตุ และถูก “จ่าอาร์ม”วิ่งออกมาถีบรถ จยย.จนล้มถูกรถ จยย.ทับขาจึงวิ่งหนีไม่ได้ถูก “จ่าอาร์ม” ตรงเข้ากระหน่ำแทงอย่างโหดเหี้ยมร่างพรุนคนละเกือบ 10 แผลทำให้ น.ส.วิจิตรา รักขนาม เสียชีวิต และ น.ส.ประภา แย้มเยื้อน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังกล่าว

นักกฎหมายชื่อดังรายหนึ่ง กล่าวว่าจากการติดตามข่าวพบว่ากรณีที่ตำรวจตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ซึ่งมิได้มีเจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะในข้อเท็จจริงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าและฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 288 โทษปรพะการชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองก่อน คำว่า “การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” นั้น หมายถึง การที่ผู้ลงมือกระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะฆ่าใคร ได้ทบทวนแล้วจึงตัดสินใจ ตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 289 (4) ได้บัญญัติโทษไว้เพียงสถานเดียว คือโทษ “ประหารชีวิต” นอกจากนี้ยังมีความผิดข้อหาพยายามฆ่า ตามมาตรา 80   ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด ผู้ใดพยายามกระทำความผิด“พยายามฆ่า”ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ทั้งนี้เพราะแม้ “จ่าอาร์ม”จะมีประวัติป่วยเข้ารับการรักษาอาการทางจิตเวช แต่ในขณะที่ทำความผิด มีสติสัมปชัญญะชัดเจน สามารถขับรถยนต์ได้ โทรศัพท์พูดคุยสื่อสารเข้าใจได้ และตั้งใจก่อเหตุต่อเนื่องถึง 2-3 ครั้ง เป็นการวางแผนหรือไตร่ตรองเอาไว้ก่อน มีเจตนาในการก่อเหตุโดยเล็งเห็นผลในการกระทำอย่างชัดเจน โดยตำรวจจะตอบสอบสวนผู้ที่จ่าอาร์ม พยายามจะใช้มีดแทง 3 ราย ประกอบด้วยคนขับรถยก เด็กวัยรุ่นที่ขับรถ จยย.มาซื้อน้ำมันบรรจุขวด และลูกสาวของมโนราห์เสน่ห์นอย ดาวรุ่ง ไว้เป็นหลักฐานและพยานในคดีด้วย หรือจะต้องดำเนินคดีกับจ่าอาร์มเพิ่มเติมอีก 3 คดีในข้อหาพยายามฆ่าด้วย

 

ไพฑูรย์ อินทศิลา/ นครศรีธรรมราช
27 ก.พ.2567